หมวดสินค้า
ทั้งหมด (54)

   ไม่มีหมวดหมู่ (5)
   องค์ ๑ เศียร (20)
   องค์ ๓ เศียร (5)
   องค์ ๕ เศียร (2)
   องค์ ๗ เศียร (5)
   องค์ ๙ เศียร (6)
   เสื้อบูชาพญานาค (0)
   ไม้เท้าพญานาค ๑ เศียร (0)
   เหล็กจารพญานาค (0)
สินค้าไม่มีหมวดหมู่ (11)
เข้าสู่ระบบ
ตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้า
รับข่าวสารทางอีเมล
Facebook
เกี่ยวกับเรา


 
ประวัติบ้านบูชาพญานาค

   และประวัติ
ชนารันรัตน์ (ชานี) พาว์ลิตซ์
           ชนารันรัตน์ พาว์ลิตซ์ (ชานี) เกิดเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ ปีมะโรง วันอาทิตย์ ที่อำเภอบ้านใผ่ จังหวัดขอนแก่น เป็นบุตรสาวคนสุดท้องของนายวิสงค์ นางคำพอ ตันทะวงษ์ โรงเรียนแห่งแรกคือโรงเรียนเทศบาล ๒ บำรุงเมือง จังหวัดนครพนม แต่มาเรียนจบชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนบ้านหนองบัว จังหวัดอุดรธานี จบมัธยมศึกษาปีที่ห้า (ม.ศ. ๕) ที่โรงเรียนสตรีราชินูทิศ จังหวัดอุดรธานี
         ชานีมีใจรักในการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก และมีความเชี่ยวชาญในการทำอาหารไทย จีน ฝรั่ง เคยไปทำงานเป็นกุ๊ก (แม่ครัว) ที่ต่างประเทศ และกลับมาเป็นหัวหน้าแม่ครัวในเมืองไทยอีก ๒ – ๓ ปี ด้วยเหตุที่เป็นคนรักการทำอาหารจึงมีความใฝ่ฝั่นที่จะเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง
         ในปี ๒๕๔๓ มาเยี่ยมพี่สาวที่จังหวัดหนองคายซึ่งเป็นเมืองน่าอยู่มากจึงตัดสินใจเปิดร้านอาหารพื้นบ้านขึ้นที่ข้างห้วยวังฮู ถนนแก้ววรวุฒิ ซอยจอมมณี ๗ ชื่อร้านว่า...

“ร้านครัวช้อนไม้” 
       แต่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากเกิดเหตุการณ์ประหลาดหลายอย่างจนทำให้ต้องปิดร้านอาหารลงในระยะเวลาไม่นาน   ทั้ง ๆ ที่ชานีตั้งใจทำงานอย่างที่สุดในการจัดเมนูอาหาร จัดร้าน จัดสวนจัดสถานที่ต่าง ๆ ในร้าน
     ชานีมีความเชื่อว่าได้รับคำสั่งจากอำนาจประหลาดให้หยุดการฆ่าปลาช่อนที่เป็นเมนูหลักของร้านอาหารครัวช้อนไม้ ที่ชื่อว่า.....
  
“บังหลามปลาช่อน” 
ซึ่งจะต้องไปซื้อปลาช่อนเป็น ๆ ตัวใหญ่ ๆ มาขังไว้ในโอ่งเพราะถ้าซึ้อจากที่แม่ค้าฆ่าแล้วจากตลาดมา ปลาช่อนจะแข็งไม่สามารถยัดลงในบั้งไม้ไผ่ได้ จึงต้องซื้อปลาช่อนเป็น ๆ มาขังไว้ในโอ่ง และในทุก ๆ เช้าจะต้องทุบหัวปลาช่อนเป็นสิบ ๆ ตัวมาใส่กระบอกไม้
ใผ่ที่ตัดมาจากริมตลิ่งห้วยวังฮู โดยที่ชานีไม่ทราบเลยว่าห้วยวังฮูนี้เป็นที่อยู่อาศัยของพญานาค คำว่าวังก็คือเวียงวังของพญานาค คำว่าฮู ก็คือรู ของพญานาคนั่เอง แล้วเอาขึ้นเรียงเผาเหมือน  เผาบั้งข้าวหลาม และจะเป็นเมนูหลักของร้าน ที่ลูกค้าจะพิจารณาสั่งเป็นอันดับแรกเพราะเป็นของแปลกใหม่ที่ไม่มีร้านอาหารแห่งใดทำเลยในจังหวัดหนองคาย ร้านอาหาร  แม่ครัวกับการฆ่าสัตว์ เพื่อทำเป็นอาหารจำหน่ายให้ลูกค้าเป็นเรื่องที่จะต้องทำร่วมกันจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ นอกจากนั้นยังถูกสั่งห้ามขายเหล้าหรือเบียร์ซึ่งเป็นสิ่งมึนเมา โดยอำนาจประหลาดสั่งห้าม ถ้าไม่หยุดทำจะทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต   ชานีจึงต้องหยุดกิจการเปลี่ยนอาชีพที่รักที่สุด มาทำอย่างอื่นซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าจะให้ทำอะไรต่อ เพียงแต่อำนาจประหลาดคำสั่งที่ไม่มีตัวต้นสั่งผ่านทางจิตหรือบางทีก็เหมือนแว่ว ๆ อยู่ข้างหูบอกว่าจะพาทำ 
ขอให้ทำตามที่บอกเท่านั้น
           หลังจากหยุดกิจการปิดร้านอาหาร “ครัวช้อนไม้” แล้วเกือบจะทุกคืนหลังเที่ยงคืนชานีจะมีความรู้สึกว่า ถูกอำนาจที่ไม่มีตัวตนมาสั่งให้ปั้นหุ่นผงไม้ 


        ซึ่งวัสดุที่นำมาใช้ในการปั้นก็คือ ผงไม้สักทอง คือขี้เลี่อยจากไม้สักทอง - ขี้ใสจากการขัดเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก แล้วใช้ตะแกรงที่ใช้ร่อนแป้งขนมปัง ร่อนขี้เลื่อยออกมาเป็นผงที่ละเอียดที่สุดนำไปผสมกับกาวสีขาว หรือกาวลาเท็กซ์ที่เด็กใช้ในการฝีมือ นวดผสมกันให้เนียนแล้วเอามาปั้นเป็นรูปพญานาค และอำนาจประหลาดหรือเสียงประหลาดนั้นก็จะสื่อสารและมาเล่าเรื่องความเป็นมาเกี่ยวกับพญานาคที่ชานีไม่เคยรู้มาก่อน และไม่มีให้อ่านในหนังสือให้ฟัง บางครั้งก็จะมาเล่านิทานเรื่องต่าง ๆ เป็นคำบอกสอนให้ฟัง เช่น ถ้าทำงานเหนื่อย
       “ถ้าเจ้ามองลงไปที่แม่น้ำแล้วสังเกตุให้ดี ๆ เจ้าจะเห็นปลากำลังว่ายน้ำอยู่   ปลาที่ลอยตามน้ำคือ...ปลาที่ตายแล้วเท่านั้นแต่ปลาเป็น ๆ ทุก ๆ ตัวแม้ว่ามันจะตัวเล็กตัวน้อยเป็นแค่ปลาซิวปลาสร้อยมันก็ยังต้องว่ายทวนน้ำทั้ง ๆ ที่มันเหนื่อย ที่ต้องว่ายทวนน้ำไหลเชี่ยวมันยังต้องทำ แล้วเจ้าล่ะชานีเอ๋ย   ทำงานแค่นี้เหนื่อยแค่นี้จะเลิกทำแล้วหรือ ไม่อายปลาบ้าง หรืออย่างไร ?...”
      บางทีเมื่อต้องรับคำสั่งสอน และฝึกหัดการปั้นรูปพญานาคจนค่อนรุ่งก็ทำให้นอนตื่นสาย ก็จะถูกไล่ให้ลุกขึ้นมาทำงานต่อโดยบอกว่า....
        “ดูนกสิ...เคยเห็นนกตื่นสาย ตื่นเที่ยงบ้างไหม? นกจะต้องตื่นแต่เช้า เพราะนกที่ตื่นแต่เช้า....ย่อมจับหนอนได้ก่อน”
         เวลานั่งทำงานตอนกลางคืนมียุงบินมาตอม คอยจ้องจะกินเลือดพอชานีตบยุงก็จะเปรียบเทียบให้ฟังว่า 
      “ชีวิตการหาเงินหาทองเพื่อเอามาเลี้ยงดูตัวเจ้ายังง่ายกว่ายุง ไม่ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเหมือนยุง เพราะยุงนั้น...ยอมพลีชีพ....เพื่อแลกกับอาหารเพียงมื้อเดียว และบ่อยครั้งที่ยุงถูกตบตายเสียก่อนที่จะได้กินอาหารอิ่ม หรือแม้แต่กินอิ่มแล้วก็ยังถูกตบให้ตายอีก”
       ด้วยความที่ชานีเคยไปทำงานต่างประเทศ จึงทำให้มีความคิดที่ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ   ก็จะถูกทดสอบและพยายามแสดงอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ ให้ ชานีได้เห็นจนกระทั่งครั้งหลังสุดในการพยายามไม่ทำตามคำสั่งเกือบเอาชีวิตไม่รอด ด้วยการหลับนานกว่า ๑๘ ชั่วโมง ตั้งแต่หกโมงเย็นจนถึงบ่ายโมงของวันต่อมา   ซึ่งคนปรกตินอนหลับตามธรรมดาร่างกายจะเคลื่อนไหวเองตามธรรมชาติ   เมื่อเมื่อยร่างกายก็จะขยับเปลี่ยนท่าไปโดยที่คนที่หลับก็ไม่รู้สึกตัว แต่จะเปลี่ยนหาท่าที่สบายโดยอัตโนมัติแต่ร่างของชานีไม่ขยับเคลื่อนที่นอนอยู่ท่าเดียวเกือบยี่สิบชั่วโมงจนกระทั่งตื่นอีกครั้ง  ซีกฝั่งซ้ายที่นอนทับหลาย ๆ ชั่วโมงขยับเกือบไม่ได้ชาไปทั้งแถบ และต้องไปหาหมอเพราะกระเพาะปัสสาวะอักเสบไม่มีการถ่ายปัสสาวะเกือบยี่สิบชั่วโมงเพราะนอนโดยไม่ตื่นเลยรวดเดียว
         สาเหตุที่นอนหลับยาวโดยไม่เคลื่อนไหวร่างกายเลยนั้น ชานีเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับองค์นาคราชและองค์นาคิณี ที่พาลงไปเมืองบาดาลเพียงแค่ ๗ – ๘ นาทีเพื่อที่จะได้มีความเชื่อว่าเมืองบาดาลนั้นมีจริง และจะได้มีความตั้งใจที่จะทำงานปั้นหุ่นเหมือนองค์พญานาคราชตามคำสั่ง แต่ตอนที่จะกลับมานั้นมีผู้นำทาง   สื่อสารผ่านความรู้สึกท่านบอกว่าท่านเป็นเทพ
วิศกรของเมืองบาดาลพระนามว่า
 “พญาธนบดี ศรีสัตตนาคบาดาล”  
แต่ให้ชานีเรียกท่านว่า “จ้าวหล้าฯ” ท่านเป็นผู้ที่พาชานีรีบรุดกลับคืนมาเข้าร่างไม่ให้ไปต่อ ทั้งที่จิตของชานีในตอนนั้นลุ่มหลงและมีความปิติอย่างที่สุดที่ได้เห็นบาดาลอันงดงาม   แต่จ้าวหล้าฯ ยืนกรานและออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดไม่ให้ชานีอยู่ต่อ ให้รีบกลับโดยเร็วและพามาส่งไม่ให้ไปชมเมืองต่อเพราะถ้านานเกินกว่านั้น หรือถ้าช้าหลงทางไปอีกทางหนึ่งอาจจะไม่ได้กลับมาถึงพื้นโลก   ถ้าเป็นเช่นนั้น ชานีก็จะเสียชีวิตด้วยการหลับไปเลยหรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ไหลตาย...”
     เพราะเมืองบาดาลชั้นที่ ๑ ห่างจากพื้นโลก ถึงหนึ่งโยชน์หรือประมาณ ๑๖ กิโลเมตร และมีอยู่ทั้งหมดถึง ๗ ชั้น แต่ละชั้นยังแบ่งออกเป็นชั้นบน ชั้นล่าง คือ ๗ คูณ ๒ เท่ากัน ๑๔ ชั้นและแต่ละชั้นก็ห่างกันหลาย ๆ โยชน์ กว่าจะถึงชั้นต่ำสุดซึ่งอยู่ห่างจากนรกภูมิอีกหลายสิบโยชน์หนึ่งนาทีของเมืองบาดาลชั้นที่หนึ่งจะเท่ากับหลายชั่วโมงบนพื้นโลกและหนึ่งนาที ของบาดาลชั้นลึกลงไปจะนานเป็นเดือนเป็นปี...บนโลกมนุษย์
              เสียงประหลาดที่จะมาพูดมาคุยมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ชานีฟังบ่อยครั้งที่สุดคือ จ้าวหล้า พญาธนบดี ศรีสัตตนาคบาดาลนี่เอง และได้บอกว่า ท่านได้รับโองการฯให้มาเป็นเทพนาคาอาจารย์ให้ชานี ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างรูปเหมือนพญานาค และความเป็นมาของพญานาคราช พญานาคิณีทั้งหลายทั้งปวงพญาธนบดี ศรีสัตตนาคบาดาล หรือจ้าวหล้าฯ เป็นหลายชายของ....(ซึ่งจริง ๆ แล้วแต่ละพระองค์เป็นโอปปาติกะโยนิ คืออุบัติขึ้นโดยไม่มีสายเลือดเกี่ยวข้องแต่จะมีสายโยนิทิพย์ให้นับว่าเป็นลูก หลาน เหลน ของท่านใด สายทิพย์โยนิไหน...พอให้นับถึงกันได้)
พญาสนธินาคราช  และ
นางพญาศรีภาวนานาคิณี 
ซึ่งทั้งสองพระองค์นี้คือผู้เป็นเจ้าแห่งเวียงวังที่ห้วยวังฮู ผู้เป็นนาคราชผู้ยิ่งใหญ่แห่งจังหวัดหนองคายก็ว่าได้และ   สองพระองค์นี้เองเป็นผู้ให้กำเนิดร้านบูชาพญานาค ที่ชานีอัญเชิญรูปจำลองของท่านที่มีความเชื่อว่าท่านมีลักษณะเหมือนเช่นที่เห็นมาประดิษฐานไว้ที่หน้าร้านบูชาพญานาคในปัจจุบัน
     ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชานีก็ไม่คิดที่จะต่อต้าน และยอมรับที่จะเป็นนาคาทาสี ยอมทำตามคำสั่งประหลาดมาบอกมาสอนโดยไม่ระแวงสงสัยใด ๆ อีกและถ้ามีคนถาม ชานีก็มักจะตอบว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ไม่ได้แนะนำให้ใครเชื่อตาม แต่เพียงอยากจะบอกว่าสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่ เอาง่าย ๆ แค่เคลื่อนวิทยุ โทรทัศน์ เคลื่อนแม่เหล็กไฟฟ้า เคลื่อนเสียง เคลื่อนโทรศํพท์ ฯลฯ ก็เป็นสิ่งที่เรารับรู้ว่ามีอยู่เหมือนอำนาจประหลาดที่
ชานีรับรู้ แต่มอง...ไม่เห็นนั่นเอง            
     เหมือนกับที่คนหนองคายเชื่อมั่นและศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อพระใส แต่ไม่มีใครมองเห็นว่าความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเป็นอย่างไร ?แต่จะมีความรู้สึกเป็นนามธรรมว่าหลวงพ่อพระใส ท่านศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองหนองคายมานาน แต่แกะเอาความรู้สึกออกมาเป็นตัวเป็นตนเป็นรูปธรรมไม่ได้ เป็นได้แต่เพียงนามธรรมที่อยู่ในความรู้สึกระลึกได้ภายในจิตใจเท่านั้น
          ร้านบูชาพญานาค ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๕ กรกฏาคม ๒๕๔๕ วันแรกของการเปิดร้าน ข้าวของต่าง ๆ ยังไม่ลงตัวดีชานีเองก็งง ๆ เบลอ ๆ อยู่ในฐานะแม่ค้าใหม่ จับต้นชนปลายไม่ถูก เทศบาลก็มีใบปลิวมาบอกว่า...
    
เจ้าชายอากิชิโน่โมมิย่า    (PRINCEAKISHINONOMIYA) 
     เจ้าชายจากประเทศญี่ปุ่นจะเสด็จมาทอดพระเนตรที่ตลาดอินโดจีน และเป็นพระมหากรุณาดั่งหนึ่งมหัศจรรย์ ที่พระองค์ท่านเสด็จเข้ามาทอดพระเนตรสินค้าและวิธีการปั้นหุ่นเหมือนพญานาคราช ภายในร้านบูชาพญานาค ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็จะบอกว่า เป็นบุญอันล้นพ้นที่ท่านเสด็จมาเปิดร้านให้ เป็นมงคลอย่างที่สุดและพระองค์ท่านยังประทับทอดพระเนตรอีกทั้งยังรับสั่งถามถึงกรรมวิธีการปั้นพญานาคกับชานีในร้านบูชาพญานาค โชคดีที่ชานีพูดภาษาอังกฤษได้ จึงได้ถวายคำอธิบายให้พระองค์ท่านทราบว่าวัสดุที่สร้างพญานาคคืออะไร มีส่วนผสมอย่างไร โดยไม่ต้องใช้ล่ามแปลจ้าวชายอากิชิโน่ โมมิย่า ประทับและซักถามอยู่ในร้านฯเป็นเวลากว่ายี่สิบนาที ทั้ง ๆ ที่ร้านบูชาพญานาคไม่ได้มีอยู่ในหมายกำหนดการเสด็จแต่ประการใด และตามหมายกำหนดการเดิมท่านจะเสด็จขึ้นประทับพระราชรถส่วนพระองค์ตรงถนนปราบฮ่อ(ซอยฮ่อเดิม)แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับเลย แต่ด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่อาจจะคาดคะเนได้ ท่านจึงเสด็จพระราชดำเนินต่อมา...จนถึงร้านบูชาพญานาค และเสด็จเข้ามาภายในร้านซึ่งชานีก็ได้น้อมเกล้าถวายไก่แจ้ปั้นด้วยผงไม้สักหนึ่งคู่แด่พระองค์ ดั่งที่ต้องพระประสงค์
          พญานาคที่ชานีปั้นขึ้นมานั้นไม่เหมือนกับพญานาคที่ใด ๆ ในโลก ซึ่งพญานาคในวัดหรือตามสถานที่ต่าง ๆ จะเป็นพญานาคที่จำลองแบบมาจากกรมศิลปากร คือจะมีหางเป็นกนก มีส่วนหัวเป็นลายไทย หรือไม่ก็จำลองแบบให้งดงามตามจินตนาการของช่างปั้นซึ่งส่วนมากจะปราศจากความรู้สึกเน้นลวดลายสวยงามเป็นหลัก   แต่พญานาคที่ร้านบูชาพญานาคจำลองขึ้นมานั้น ไม่มีส่วนใด ๆ เป็นลายไทยหรือมีส่วนใดเป็นกนกคดโค้งเหมือนลายไทยเลย จะมีแพนหางเหมือนปลา แต่มีแฉกเดียว ทุกครีบจะมีสักลายตัวเลขมงคลและในทุกเกล็ดก็จะมีการสักลายเป็นตัวเลขมงคลกำกับตามเสียงประหลาดที่สื่อสารกับชานีมาจากทางจิตเป็นผู้กำหนด
(อยากทราบรายละเอียด กรุณาไปคลิ๊กอ่าน
"ปุจฉา - วิสัชชนา "
ของจ้าวหล้าฯ กับชานี ที่เกล็ดประวัิติพญานาคค่ะ)
      ซึ่งเสียงประหลาดที่มาบอกมาสอนชานีนั้น ก็คือพญาสนธินาคราช และนางพญาศรีภาวนานาคิณี หรือไม่ก็เป็นจ้าวหล้าฯ( พญาธนบดีฯ) สลับกัน    พญาสนธิ และนางพญาศรีภาวนานาคิณีนั้นเป็นพญานาคราช พญานาคิณี(นางพญานาค) แต่พญาธนบดี ศรีสัตตนาคบาดาล หรือจ้าวหล้าฯ นั้นเป็นคนครึ่งพญานาค ด้วยเหตุที่ท่านอวตาลมาจากมนุษย์ (ฤๅษีกัศยป คือต้นสายโยนิทิพย์ของจ้าวหล้าฯ แต่อยู่ในขณะที่องค์กัศยปจำแลงเป็นพญานาคราช) จ้าวหล้าฯ จึงสามารถเนรมิตอินทรีเป็นพญานาคหรือเป็นมานพหนุ่มได้ง่ายกว่าพญานาคราชทั่วไป ซึ่งตลอดเกือบสิบปีที่ผ่านมาชานีก็มีโอกาสได้ยลพระศิริของท่านหลายครั้งส่วนมากจะมาในกายของมานพหนุ่มนุ่งห่มสีเขียวมรกตหรือถ้าในช่วงเข้าพรรษาก็จะแต่งองค์ทรงภูษาสีขาวปักเหลื่อมพรรณรายสีมุก เป็นประกายสีเงินยวงเจิดจำรัส ส่วนพระมารดาของท่านนั้นเป็นนางพญานาคพระราชธิดาของพญาสนธินาคราช และนางพญาศรีภาวนานาคิณี ที่เป็นรูปลำลองไว้สักการะบูชาอยู่ที่หน้าร้านบูชาพญานาคที่ตลาดท่าเสด็จนั่นเองที่มาบอกมาสอนทุกอย่างเกี่ยวกับการปั้นและเรื่องราวของโอปปาติกะเทพนาคราช ชานีจะจินตนาการเอาเองหรือคิดเองไม่ได้เด็ดขาด และเวลาสร้างหรือปั้นรูปพญานาคราช-พญานาคิณีนั้นจะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งจากที่ท่านสั่งไม่ได้เช่นกัน
        พญานาคราชที่ร้านบูชาพญานาค ไม่ขายให้คนต่างประเทศเว้นเสียแต่ว่าคนคนนั้นจะรู้และเข้าใจรวมทั้งนับถือและศรัทธาในองค์พญานาคราชเท่านั้นจึงจะอัญเชิญไปสักการะบูชาได้ พญานาคราชที่ร้านบูชาพญานาคนั้นจะเรียกเป็นองค์ หรือพระองค์ เพราะเวลาปั้นจะต้องอัญเชิญดวงพระจิตทิพย์ของพญานาคราชแต่ละพระองค์ที่จะสร้างมาตั้งแต่แพนหาง ว่าจะสร้าง(ปั้น)พระองค์ไหน   ยกตัวอย่างเช่นจะสร้างพญานาคราชผู้เป็นใหญ่สูงสุดในประเทศไทย คือองค์นาคาธิบดีศรีสุทโธ วังนาคินทร์คำชะโนด บ้านดุงอุดรธานี   ก็จะต้องอัญเชิญดวงพระจิตทิพย์ของพระองค์ท่านให้เมตตาประทานพร   ขออนุญาตสร้างรูปจำลองอันเป็นมหามงคลขององค์ท่านไว้ให้ลูกหลานได้อัญเชิญไปกราบสักการะบูชา    ถ้าต้องสร้างเต็มพระองค์บริบูรณ์คือ ๙เศียร นั้นนับว่าเป็นเรื่องใหญ่มากชานีจะต้องขอให้ญาติ
โยม(ผู้ที่สั่งสร้าง) ถือศีลช่วย หรือบางครั้ง อาจจะต้องทานเจ ทานมังสวิรัติหรือละเว้นเนื้อสัตว์ช่วย
      ตำแหน่งของพญานาคราช –นาคิณี สามารถเทียบกับมนุษย์ได้ดังนี้.....
          องค์นาคาธิบดี ผู้เป็นใหญ่
เทียบเท่า..........
พระเจ้าแผ่นดิน หรือประธานาธิบดี
          พญานาคราช-นาคิณี 
เทียบเท่า..........นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี
          นาคา - นาคี       
เทียบเท่า..........ผู้ว่าราชการ – คหบดีผู้ใหญ่ต่าง ๆ


          นาคผู้ - นาคเมีย   
เทียบเท่า..........ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปที่ค่อนข้างดี


          เงือกผู้ - เงือกเมีย   
เทียบเท่า..........ประชาชนธรรมดาทั่วไปที่ทำดีได้-ชั่วได้


          งูตัวผู้ – งูตัวเมีย    
เทียบเท่า.....ประชาชนทั่วไปที่ไม่ถือศีลใด ๆ ทำชั่วได้ง่าย
        ส่วนจระเข้ ปลา ปู หอย กุ้ง และสัตว์น้ำต่าง ๆ นั้นเป็นแต่เพียงบริวารไม่ได้ร่วมอยู่ในวงศ์พงษ์เผ่านับสายไม่ถึงกัน
.................................
       หลายครั้งที่พอมีคนตายหรือมีปัญหาเกิดขึ้นมาก็มักจะบอกว่าพญานาคทำ แต่พญานาคราชนั้นแต่ละพระองค์ต่างก็บำเพ็ญตะบะบำเพ็ญเพียรทั้งนั้น และมีความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง จะมาฆ่าใครทำอันตรายใคร ๆ ให้เกิดมลทินในองค์ท่านนั้นไม่ง่าย แต่ถ้าเป็นนาค เป็นเงือก ที่คล้าย ๆ พญานาคทำให้คนเข้าใจผิด นั้นมีโอกาสเป็นไปได้
   ที่ร้านบูชาพญานาค บางทีก็มีคนเรียกพญานาคว่า “ตัว ซึ่งชานีก็มักจะเล่าให้ฟังตามที่ถูกเสียงประหลาด (จ้าวหล้าฯ) บอกสอนมาเสมอว่า ถ้าเป็นพญานาคราชน่าจะเรียกท่านตามยศศักดิ์ ให้เหมาะสมว่า องค์ แต่ถ้าเป็นนาคธรรมดา เช่นประกาศตามโองการ ในพิธีสงกรานต์เช่นปีนี้ฝนดีนาคให้น้ำ ๗ ตัว ๙ ตัวเป็นต้น ก็ให้เรียกเป็นตน หรือ ตัว ได้เพราะเป็นแค่นาค เงือก งู นับเป็นตัว ๆ ได้ เหมือนคนก็คือนายนั่น นางนี่ ตามศักดิ์ตามอายุ และสถานะ แต่ถ้าคนคนนั้นไม่ใช่ธรรมดาเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ย่อมเรียกนายนั่น นางนี่ ไม่ได้ ถ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ย่อมเรียกหัวว่า เศียร เรียกมือ ว่า พระหัตถ์” ฯลฯ พูดอย่างราชาศัพท์ไป ฉันใดก็ฉันนั้น เหมือนศักดิ์และฐานันดรของนาคกับพญานาคต่างกันนั่นเอง   คือเรียกตามความถูกต้อง ตามความเชื่อและศรัทธา
  ด้วยเหตุที่ชานีศรัทธา และบูชาพญานาค ผู้มีความเมตตาปรานีต่อมวลหมู่มนุษย์   พญานาคราชผู้ประพฤติปฏิบัติดี พญานาคผู้ให้ทานบารมีเป็นที่ตั้ง หลังจากที่กำแพงแห่งความไม่เชื่อ กำแพงแห่งความระแวงสงสัยพังทลายลงแล้ว จึงได้หาเหตุและผลว่าทำไมถึงต้อง “บูชาพญานาค” ที่บูชามิใช่ความกลัวเหมือนอย่างตอนพบเจอกันครั้งแรก แต่เป็นเพราะความเชื่อและศรัทธา
     เหตุใดคนชาวเมือง จึงได้ไปกราบไหว้สักการะบูชาหลวงพ่อพระใสซึ่งเป็นพระคู่บ้าน คู่เมืองด้วยความศรัทธาอย่างมากมายในหัวใจ เพราะความเชื่อหลายอย่างแตกต่างกันออกไปเป็นต้นว่า ไปกราบไหว้บูชาเพราะไปขอให้ท่านประทานความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ครอบครัวของตน ไปขอพรให้หลวงพ่อเมตตาทำอะไรก็ขอให้สมความมุ่งมาตรปรารถนา   ไปขอพรให้รักใคร่ปรองดองกันในครอบครัวมีจิตใจงดงามผ่องใส ทำมาค้าขึ้น เจริญรุ่งเรือง
     ไปขอพรให้เกิดความร่มเย็นเป็นสสุขทางใจ และมีความรักใคร่ปรองดองกันในครอบครัวให้มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ หายทุกข์โศก โรค ภัย   หายเจ็บหายไข้นั่นถูกต้องแล้ว แต่ถ้าไปจุดธูปเทียนบูชาขอหลวงพ่อพระใสให้ประทาน แก้ว แหวน เงินทองให้นั้นดูเหมือนว่าไม่ค่อยมั่นใจถูกต้องหรือไม่ ด้วยสาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจเพราะเมื่อเราไปขอหลวงพ่ออย่างนั้น   เหมือนเราเป็นคนไม่รู้จักพอโลภมาก ขอบ้านหลังหนึ่งสองล้าน ขอรถใหม่ป้ายแดงคันหนึ่งสักหนึ่งล้านรู้สึกว่าละอายใจไปรบกวนท่านเพราะหลวงพ่อพระใสคือองค์จำลองขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
      ตามที่เรารู้เราเรียนมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ครูบาอาจารย์พระสงฆ์องค์เจ้าเล่าให้ฟังว่า พระพุทธเจ้าสละแล้วซึ่งกำเลสทั้งปวง เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปตั้งสองพันห้าร้อยกว่าปี   พระองค์ท่านไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดเหมือนมนุษย์ทั่วไปอีกแล้ว ที่เหลืออยู่ให้เราได้รู้ได้เรียนคือ นำมาปฏิบัติและ พระสงฆ์คือ ผู้สืบทอดพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาสั่งมาสอนพวกเราต่อมาจนถึงปัจจุบัน
        ในเมื่อพระพุทธเจ้าสละแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวง สมควรหรือที่เราจะไปขอบ้านขอรถขอทรัพย์สมบัติจากท่านชานีเคยถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ กับเสียงประหลาดที่มาบอกมาสอนก็ได้รับคำตอบว่า อยาว่าแต่ขอกับพระพุทธรูป ขอกับพระพุทธเจ้าเลยแค่ขอกับพระสงฆ์เรื่องทรัพย์สินเงินทองก็บาปแล้ว ด้วยเหตุที่ผู้ทรงศีลสละกิเลสย่อมไม่มายุ่งเกี่ยวกับทางโลกอยากได้ทรัพย์สินนั่นนี่เหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ยังเป็นมนุษย์ธรรมดาพระบางรูปที่เป็นพระสายธรรมยุตนิกาย (พระป่า) แม้กระทั่งจับเงินก็ยัง “อาบัติ คือจับเงินก็ไม่ได้แล้วท่านมุ่งมั่นเข้าหาญาณสมาบัติ แสวงหาทางสู่นิพพาน ซึ่งยากเย็นแสนเข็ญที่จะพานพบ ไม่มาสนใจกับทางโลก  
      บางทีหนีเข้าป่าคนก็ยังตามหาเอาของไปถวาย   บางครั้งท่านหลบไปอยู่ตามเพิงพัก   ตามซอกผาหิน ญาติ-โยมก็ยังอุตส่าห์ ขนที่นอนหมอนมุ้งไปถวายท่านจนท่านต้องไปหาที่จำวัดที่อื่น หนีเข้าไปในป่าลึกเข้าไปอีกปลีกวิเวกไปเลย ซึ่งบางทีก็ไปพ้นบางทีก็ไปเจอคนที่ไม่เข้าใจอยากจะได้แต่บุญท่าเดียว หาข้าวของที่ท่านไม่ต้องการไปถวายท่านอีก เพราะความที่ญาติโยมอยากได้แต่บุญ แต่หารู้ไม่ว่าท่านสละแล้วซึ่งทางโลกไม่ยึดติดอะไร ท่านนอนในกลดข้างผาหินก็กลัวท่านจะเจ็บเนื้อเจ็บตัว ก็ไปหาที่นอนอย่างดีไปถวายท่าน โดยไม่รู้สักนิดว่าแค่ศีล ๘ ยังนอนที่นอนยัดนุ่นไม่ได้แล้ว อย่าว่าแต่เป็นพระถือศีลปาฏิโมกตั้ง ๒๒๗ ข้อเลย
         ทางโลกกับทางธรรมนั้นต่างกันมหาศาล มนุษย์ธรรมดาสามัญที่ยังไม่ละกิเลสย่อมอยากได้ในสิ่งของที่จะมาสนองอัตตาของตน ให้เท่าเทียมคนอื่น   แล้วก็ออกเสาะแสวงหาเพื่อทรัพย์สินเงินทองสิ่งของต่าง ๆ มาบำรุงบำเรอกายหยาบของตนให้มีความสุข ตามความหมายทั่วไป คือร่ำรวยเงินทองข้าวของต่าง ๆ แล้วก็ไปอธิฐานจิตขอเงินทองข้าวของต่าง ๆ 
กับพระพุทธรูปซึ่งกลายเป็นการอธิฐานจิตขอ
ที่ไม่เหมาะ ไม่ควร
     ชานีมักจะพูดเสมอว่าร้านบูชาพญานาค  เป็นทางโลก ๗๐-๘๐ %เป็นทางธรรมสัก ๒๐-๓๐% สาเหตุที่พูดเช่นนั้นเพราะชานีไม่คิดจะสละกิเลสเว้นทางโลกเดินเข้าสู่ทางธรรม ยังต้องการความสุขกายสบายใจ เหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไปอยู่ ยังอยากมีรถ ยังอยากมีบ้าน อยากรับประทานอาหารอร่อย ๆ เหมือนคนธรรมดายังอยากได้ความรักความเอาใจใส่จากคนรอบข้าง ยังอยากหาสิ่งดี ๆ งาม ๆ ให้กับคนที่รักและห่วง เพราะอย่างนี้เมื่อเปิดร้านอาหารแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งคนทั่วไปรับรู้และเรียกว่า “เจ๊ง...”ขาดทุนไม่เป็นท่า จึงอยากได้เงินทองที่เก็บออกมานานแต่วูบหายไปภายในเวลาไม่ทันข้ามปีนั้นกลับคืนมาเสียงประหลาด (จ้าวหล้าฯ) 
ได้บอกให้ชานีทำตามคำสั่งโดยการปั้นรูปเหมือนพญานาค และชานีก็ทำตามทุกอย่างจ้าวหล้าฯ ยังได้บอกอีกว่าเมื่อทำขึ้นมาแล้วก็ให้ตั้งจิตตั้งใจที่จะเคารพสักการะบูชา รองลงมาจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหนือสิ่งอื่นใดของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธก็คือ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  และอธิฐานจิตขอความร่มเย็นเป็นสุข ความรักใคร่ปรองดองกันในบ้านในเรือน ความอยู่รอดปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง แต่ถ้าอธิฐานจิตขอแก้วแหวนเงินทองต่าง ๆ ซึ่งเป็นสินทรัพย์นั้นต้องอธิฐานจิตขอต่อองค์พญานาคราช – องค์นาคิณี
                  สาเหตุที่ขอแก้วแหวนเงินทอง ข้าวของมีค่าจากองค์พญานาคราช-องค์นาคิณีคือ ตามความเชื่อคือเมืองบาดาลชั้นที่ ๑ ต่ำลงไป จากพื้นผิวโลกมนุษย์อยู่ เกินหนึ่งโยชน์หรือต่ำกว่า ๑๖ ก.ม. ลงไปอีกหลายสิบกิโลเมตร ส่วนชั้นที่ ๒ ถึงชั้นที่ ๗ ก็อยู่ห่างพื้นโลกลงไปอีกเป็นร้อยกิโลเมตร ซึ่งบางคนก็ยังคิดว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง ที่ลึกไม่กี่ร้อยเมตร ไม่ถึงครึ่งกิโลเมตรด้วยซ้ำไป เพราะหน้าแล้ง บางช่วงถึงกับเดินข้ามไปอีกฟากหนึ่งของฝั่งโขงได้ แล้วพอถึงวันเพ็ญเดือน๑๑ ของทุกปีมีมหัศจรรย์
เกิดบั้งไฟพญานาคขึ้นคนที่ไม่รู้ต่างคิดว่า ลูกไฟสีชมพูอมแดงอมม่วงสีนวลตานั้นขึ้นมาจากใต้ลำน้ำโขงก็พากันหาทางที่จะมุดลงไปดูในลำน้ำโขง จ้าวหล้าฯ เคยปรารภกับชานีว่า...
    “คนพวกนี้มันโง่แล้วอวดฉลาด คิดว่าวิทยาศาสตร์ของพวกมันพิสูจน์ความมหัศจรรย์ได้ พ่อปู่ แม่ย่า พ่อตา แม่ยายของข้า (จ้าวหล้าฯ หมายถึง องค์พญานาคราช องค์นาคิณี และมวลหมู่ นาคา  และเหล่านาคทั้งหลาย) จุดบั้งไฟอยู่บาดาลโน่น ไม่ใช่ไต้น้ำโขงลึกไม่กี่วามันจะลงไปงมหาอะไร ใน แม่น้ำโขงนั่น   มันจะเห็นอะไร? นอกจากน้ำอันขุ่นข้นและโคลนตม”
       อาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลของเมืองบาดาลนั้นลึกล้ำมหาศาลสุดที่คนธรรมดาจะพากายหยาบเดินลงไปได้ ยกเว้นแต่ผู้ที่มีญาณสมาบัติ ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นพระอริยะสงฆ์ผู้มีปฏิปฏา หรือมีสมาธิถอดจิตได้ อย่างหลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว หลวงปู่เทศ หลวงปู่คำคะนิง ฯลฯ    โดยมากมักเป็นพระสายกรรมฐาน   หรือพระป่าสายธรรมยุตนิกายที่ออกเดินธุดงค์ปลีกวิเวกตามป่าตามเขา จึงจะมีโอกาสได้สัมผัสกับมิติลี้ลับนี้ ส่วนมากคนธรรมดานั้นก็มีไม่น้อยที่ยืนยันว่าตนเองได้พบเห็นพญานาค แต่เป็นช่วงที่พญานาคขึ้นมาที่เมืองมนุษย์ หรือพื้นผิวโลกจึงมีโอกาศได้เจอ หรือถ้ามีใครบอกว่าได้ไปเมืองบาดาล ก็มักจะไปในรูปแบบความฝัน หรือถูกสิ่งลึกลับดึงดวงจิตไปอย่างตัวชนารันรัตน์ (ชานี)   เองก็รู้สึกเหมือนฝัน   ว่าได้ถูกพาตัวให้ไปเมืองบาดาล   ยังหลับนานกว่าปรกติ จนเกือบจะเข้าข่ายไหลตายเสียชีวิต จ้าวหล้าได้เล่าเรื่องการเดินทางจากพื้นโลกไปเมืองบาดาลให้ชานีฟังว่า.....
       ร่างของคนธรรมดาที่ประกอบไปด้วย เลือดเนื้อของกายหยาบนั้น..แค่พาร่างผ่านถ้ำลงไป...ไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรเลือดในกายก็จะแปรปรวนเพราะร่างกายของมนุษย์นั้นไม่ผิดอะไรกับตู้ปลา ซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำที่อยู่ในรูปของเลือด น้ำลาย น้ำเหลือง ฯลฯ ถึง ๗๐ %   ผิวหนังจะไม่สามารถรับแรงอัด แรงกดดัน แรงโน้มถ่วงของโลกได้ อีกทั้งยังขาดอากาศหายใจ ของเหลว ต่าง ๆ จะพุ่งออกจากช่องทวารทั้ง ๙ หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า เลือดทะลักออกปาก ออกจมูกหรือ กระอักเลือดตาย นั่นเองไม่สามารถผ่านลงไปถึงเมืองบาดาลได้ ลงไปได้อย่างมากก็แค่เมืองลับแล หรือบังบดที่อยู่เลยพื้นโลกลงไปไม่กี่มากน้อย เท่านั้น”

       ข้อมูลที่จ้าวหล้า พญาธนบดีฯ บอกเล่ามานี้ ชานีไม่สามารถรับรองได้ว่าจริง หรือเท็จ? และคงไม่สามารถจะใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงอะไรได้ แต่ฟังดูแล้วเป็นคำบอกเล่าที่น่าคิดตาม และน่าจะมีส่วนที่เป็นจริงบ้าง เรื่องที่เขียนจากคำบอกกล่าวที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ ๘๐-๙๐ % เป็นข้อความที่ได้รับทราบมาจาก จ้าวหล้า พญาธนบดีฯและเสียงที่สื่อมาด้วยความรู้สึก หรือบางทีก็ผ่านเข้ามาทางหู เหมือนหูแว่วให้รับรู้ แต่หาต้นตอไม่เจอ ผ่านชานี ซึ่งเป็นความเชื่อบุคคล ขอท่านผู้อ่านได้โปรดพิจารณาด้วยดุลยพินิจของท่านด้วยว่าสมควรเชื่อหรือไม่...?
      จ้าวหล้าฯ จะเล่าให้ชานีฟังเรื่องเมืองบาดาล ถ้าชานีถาม และทุกครั้งที่เล่า ก็จะเล่าเพิ่มเติมจากที่เล่าให้ฟังมาแล้ว ให้เข้าใจละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้น แต่ข้อความจะเล่าย้ำความเดิม คือข้อมูลที่ชานีจดไว้บางทีจดไม่ทันก็ขอให้ท่านเล่าให้ฟังใหม่จะเหมือนข้อมูลที่เคยเล่าให้ฟังเช่นครั้งก่อน ๆ เพียงแต่รายละเอียดจะเพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นจ้าวหล้าฯ เปรียบเทียบและอธิบายเรื่องเมืองบาดาลกับคำว่าโลกที่ชานีถามให้ฟังว่า
       “พื้นผิวโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่นั้น    เป็นผิวเปลือกนอกสุดของเมืองบาดาล ลองนึกถึงโลกที่เป็นลูกกลม ๆ จุดที่เจ้าอยู่คือร้านบูชาพญานาค เมืองหนองคาย แล้วถ้ามีการเจาะทุละโลกกลม ๆ ใบนี้ลงไปเรื่อย ๆ จากเมืองหนองคายจะต้องไปทะลุ...สู่ซีกโลกอีกฝั่งหนึ่งแน่นอนอาจจะเป็นฝั่งเมืองฝรั่งอเมริกาก็ได้ มนุษย์สามารถไปสำรวจอวกาศออกไปไกลนอกโลกได้   แต่โลกที่มันอยู่เองแท้ ๆ กลับไม่สามารถเจาะทะลุสำรวจจนหมดได้   ด้วยเหตุนี้เอง จึงไม่สามารถไขข้อปริศนาได้ว่าเมืองบาดาลอยู่ตรงไหนแต่ที่มันต้องยอมจำนนนต่อความเป็นจริงก็คือ   มนุษย์อาศัยโลกมนุษย์อยู่และทุกสิ่งทุกอย่างที่กินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้เอามาจากในโลกไม่ได้เอามาจากนอกโลกหรือในอวกาศ เพราะอย่างนี้ เมื่ออธิฐานจิตขอสิ่งของมีค่าทรัพย์สินเงินทองต่าง ๆ พวกเจ้าจึงควรที่จะน้อมจิตอธิฐานขอสิ่งที่ต้องการ จากองค์พญานาคราช-นาคิณี แล้วจะสำเร็จสัมฤทธิ์ผล สวัสดีมงคลเจริญรุ่งเรือง สาเหตุเพราะว่าองค์พญานาคราช-นาคิณีเป็นเจ้าครองเมืองบาดาล ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นมาจากดิน ขุดขึ้นมาจากดินหรือเป็นผลิตผลที่มาจากดินทั้งหมดทั้งสิน
         นอกจากร่างกาย อันเป็นส่วนประกอบของเนื้อหนัง มังสาทั้งหมดที่พ่อ – แม่ เจ้าให้มาแล้ว มีอะไรบ้างที่ไม่ได้เป็นสิ่งที่มาจากดิน หรือเป็นผลิตผลที่มาจากดิน เพราะแม้แต่เม็ดฝนที่โปรยมาจากท้องฟ้าใครก็รู้ว่าเป็นการระเหยของน้ำที่อยู่บนพื้นโลก ลอยขึ้นไปบนอากาศจับตัวเป็นก้อนเมฆ พอหนักเข้าก็ลอยลงต่ำไปกระทบกับความเย็น แล้วก็กลั่นตัวตกลงมาเป็นหยาดฝน
               แร่เงิน แร่ทอง เพชร พลอย แก้วมณีอันมีค่าต่าง ๆ ล้วนขุดขึ้นมาจากดินทั้งนั้น แม้เสื้อผ้าอาภรณ์จะไม่ได้มาจากดิน ก็ได้มาจากพืชจากสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับดินทุกอย่าง ในเมื่อองค์พญานาคราช ซึ่งท่านเป็นเสมือนปู่โสมเฝ้าทรัพย์เฝ้าพืนแผ่นดินอยู่ เจ้าไม่ขอกับท่านแล้วเจ้าจะไปขอกับเทพองค์ใด ?   และเป็นการขอที่ไม่จำกับจำนวน ไม่มีคำว่าละโมบ โลภมากแต่อย่าขอว่า. .สาธุ...ขอให้ข้าฯ ร่ำรวย...เพราะเป็นความหมายที่กว้างมาก มหาเศรษฐีเจ้าของบ่อน้ำมันมีรายได้วันละห้าสิบล้าน ถือว่าธรรมดาไม่รู้สึกอะไรแต่คนขอทานยากไร้ห้าพันบาทก็มากมายมหาศาล แล้ว เจ้าต้องคุยกับตัวเองดูว่าเจ้าคือใคร ? ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างมหาเศรษฐีกับขอทานเจ้าต้องการเท่าใด ?   เจ้ามีพลังความเชื่อแค่ไหน ?
             แต่การขอนั้นต้องมีเหตุ...มีผล ?   ทรัพย์สินมีค่านั้นไม่ใช่จะให้กับใครได้ง่าย ๆ มันต้องมีกฏเกณฑ์ มีการอธิฐานจิตที่มีเหตุมีผลถูกต้อง ย้ำคิด ย้ำขอ วางแผนการ กะช่วงระยะเวลารู้จักเส้นทางที่จะพาเจ้าไปสู่ความสำเร็จ มุ่งมั่นสู่เป้าหมาย...อันเด่นชัดและแน่นอน แต่ใครบ้างเล่าจะยังคงยึดมั่น ตั้งมั่น ยืนกรานที่จะก้าวเดินเข้าไปถึงเป้าหมายและจะสำเร็จตามเป้าหมายได้โดยที่ไม่ท้อแท้ ท้อถอยและเลิกล้มความตั้งใจลงกลางครรภ์เสียก่อน ถ้าเจ้าตั้งมั่นถือมั่น
 กัด(ใช้ปาก)
กอด(ใช้แขนทั้งสองข้าง)และ
              เกี่ยว(ใช้ขาทั้งสองข้าง)
       เอาตัวเจ้ายึดเหนี่ยวอย่างเหนียวแน่น เข้ากับเป้าหมายนั้นไว้ให้มั่นคง... ทำให้บรรลุเป้าหมายโดยไม่ใส่ใจอะไรทั้งสิ้น..มุ่งหน้าเข้าหาเป้าหมายอย่างเดียว   จงแน่ใจเลยว่าเจ้าจะประสบความสำเร็จแน่นอน แต่ถ้ามัวแต่คิดแต่ฝันไม่ลงมือปฏิบัติก็สรุปจบได้เลยว่า ไม่มีทางสำเร็จหรอก...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม....
ความปรารถนา..เป็นเพียง
ความรู้สึกที่......ว่างเปล่าไร้พลัง
 
       มีแต่ความอยาก...ไม่ลงมือทำอะไรเลยสักอย่างจะรอให้เงินใบละพันเป็นปึก ๆ ตกลงมาจากฟากฟ้าหล่นใส่หัวเจ้านั้นอย่าหวัง…!!!
     ชนารันรัตน์(ชานี)ไม่เคยสนับสนุนให้พนักงานในร้านซื้อหวย มักจะบอกเสมอว่างานคือเงิน...เงินคืองานบันดาลสุข จ้าวหล้าฯ(เสียงประหลาดที่มาบอกมาสอน ชนารันรัตน์)มักจะสอนว่า    
                   “ชานีเอ๋ย...! การกล่าวอ้างถึงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์นั้นมันเกิดประโยชน์อันใดกับมนุษย์บ้าง นอกจากเสียงเล่าลือฮือฮากันพักเดียวแล้วเรื่องก็เงียบพอเกิดเรื่องอภินิหารเอาไปตีเป็นตัวเลขถูกหวย งวดสองงวดสามงวด...พองวดที่สี่ไม่ถูก....มันก็หาว่าไม่แม่น ไม่ขลัง ไม่ศักดิ์สิทธิ์ก่นด่าดูถูก แม้กระทั่งองค์เทพไท้ฯเปรียบเหมือนข้าเอาปลาปู หอย กุ้ง ไปให้พวกมันง่าย ๆ ซึ่งจะให้ตลอดไปก็ไม่ได้เพราะข้าก็ต้องทำการทำงานอย่างอื่นของข้าบ้าง พอข้าวางมือไม่หาไปให้พวกมันมันก็หาว่าข้าไม่ดูไม่แล    เจ้าคิดดูชานี...ข้าเอาข้าวปลาอาหารไปให้มัน ๒๙ วันพอวันที่ ๓๐ ข้าติดธุระไม่เอาไปให้มัน มันก็ก่นด่าข้า แล้วจะสำนึกบุญคุณ ๒๙ วันของข้าหามีไม่...เพราะมันตู่เอาว่าเป็นความผิดของข้าทีละเลยหน้าที่ไม่ดูแลมัน ปล่อยให้มันรอคอยข้างอย่างเดียว จนไม่คิดทำอะไรพอข้าไม่หาให้ มันก็ไม่ได้...ไม่มี...โกรธข้าอีก...
              จะดีกว่าใหม ? ถ้าหากไม่ใส่ใจในกฤษดาภินิหารใด ๆ ละเว้นเสียซึ่ง อจินไตย   เพราะอจินไตย คือเรื่องที่ไม่สมควรพูด สมควรคิด แม้ว่าจะอดพูดอดคิดไม่ได้ก็ตาม แต่อย่าไปยึดมั่น ถือมั่น พยายามลืม อจินไตย อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เสียบ้าง แล้วหันมาหาความจริง แทนที่จะให้ปูปลา อาหารมันง่าย ๆ ข้าก็จะบอกสอนวิธีให้มันหากันเอง อย่างมงายจนเกินไป ถ้ามันอยากได้ ปู ปลา อาหารก็สอนให้มันสร้างเบ็ดเพื่อตกปลา สานแห ถักอวนสร้างเครื่องมือเพื่อหาอาหารพึ่งพาตัวมันเองได้ สอนมันบอกมันให้มันเชื่อมั่นในตัวของมันเอง ทำความดีเข้าแลกอยากได้อะไรก็ขอปู่พญานาคราช เพราะทรัพย์สินทุกสิ่งทุกอย่าง   ขุดขึ้นมาจากบ้านท่านทั้งนั้น แม้แต่ต้นไม่ใบหญ้าทุกต้นก็เกิดมาจากดิน จึงเอามาทำเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์หรืออย่างอื่น ๆ ได้ องค์ปู่พญานาคราช-นาคิณีจะประทานทุกอย่างตามแต่ลูกหลานจะร้องขอ เพราะโอปปะปาติกะเทพนาคราชทุกพระองค์ ท่านอยู่ในปางทานบารมีอยู่แล้ว พร้อมที่จะเมตตาประทานพร แก่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามที่อธิฐานจิตขอในสิ่งที่ดีงาม ไม่เบียดเบียน เบียดบังผู้อื่นให้ได้รับทุกข์ แต่ผู้ที่ได้รับพรจากพระองค์ท่านจะต้องตอบแทนกลับคืนท่านด้วยการทำความดีนั่นแหละประเสริฐที่สุด
     การร้องขอ หรือการอธิฐานจิตขอจากองค์จ้าวปู่-จ้าวย่าพญานาคราช-นาคิณีนั้น ไม่มีคำว่ามากหรือน้อย เพราะช้างก็กินเท่ากับช้างต้องกินหนูก็ต้องกินเท่าที่หนูต้องกิน   มโนคติของแต่ละตัวตนย่อมไม่เสมอกัน แต่จะต้องเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลของมันผู้นั้น  และต้องลงแรงตามไปด้วย
            ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ
โดยไม่มีการจ่ายสิ่งตอบแทนกลับคืน”
พวกเจ้าผู้อธิฐานจิตขอ ต้องเป็นทัพหน้าบุกตะลุยไปก่อน แล้วก็จงมั่นใจว่าเจ้าไม่ได้ต่อสู้อยู่ตามลำพังผู้เดียว เจ้ามีทัพหลวงอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร มีพลังมหาศาลคอยหนุนหลังให้เจ้าได้พักพิง พึ่งพา ถ้าหากเจ้าเพียงพล้ำ...จงเชื่อในผลของการตอบแทนที่ว่า เจ้าทำอย่างไร...เจ้าจะได้รับผลตอบแทนเช่นนั้น จำไว้ว่า..
ความสนใจ...กับการมุ่งมั่นยืนกราน...
นั้นต่างกันมากมายนัก...!!!”
               หลายครั้งที่มนุษย์พูดกับตัวเองว่า อยากได้นั่น...อยากได้นี่...   แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเพียงแค่ความสนใจเล็ก ๆ น้อยไม่ได้มุ่งมั่นทุ่มเทเต็มตัวไม่มีความแน่วแน่ มุ่มมั่น ยืนกรานที่จะมีจะดีจะได้อย่างปักหัวใจจริง ๆ   แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเจ้ามุ่งมั่นยืนกรานกัดไม่ปล่อยทุ่มเทจนสุดตัวสุดหัวใจไม่มีอะไรเลยที่จะต้านทานพวกเจ้าไว้ได้ ดั่งภาษาพระท่านว่า
  เทวา นะ อิสสันติ ปุริสะมะรักกะมันสะ 
            แปลว่าคนที่พากเพียรไม่หยุด...แม้เทวดาก็กีดกันไม่ได้...แต่พวกเจ้าก็ต้องไม่ลืมไปข้อหนึ่งว่า...
  มหิจินตา มะยาโภคา... 
            แปลว่า...โภคาทรัพย์ มิใช่มีมาด้วยเพียงแค่คิดเอา...ไม่ใช่นอนคิดนอนฝันว่าจะได้อันนั้น...จะมีอันนี้...แล้วได้มาอย่างง่าย ๆ มันต้องมีการวางเป้าหมาย กำหนดระยะทางที่จะก้าวเข้าหาเป้าหมาย...กำหนดระยะเวลา ๓ เดือน   ๖ เดือน หรือหนึ่งปี   หรือไกลกว่านั้น ต้องรู้จักแบ่งซอยเป้าหมายเล็ก   สำเร็จไปทีละขั้น ซ้อนอยู่ในเป้าหมายใหญ่ มั่นสร้างพลังใจในการก้าวไปข้างหน้าสู่ความสำเร็จ ไม่ล้มเลิกท้อถอยง่าย ๆ
       เจ้าต้องตัดสินใจและรู้ตัวว่าต้องเริ่มต้นที่จุดไหน   มุ่งไปในทางทิศใด เป้าหมายของพวกเจ้าที่แสวงหาคืออะไร ? ให้ถามตัวเองก่อน ตกลงกับตัวเองก่อนว่าจะเอาอะไร อยากได้อะไร ?แล้วลงมือทำอย่างมีกำหนดกฏเกณฑ์ถือเอาความมีเหตุ..แล้วจึ่งมีผลเป็นสรณะเถิด...
        ปัจฉิมลิขิต...(จากชานี)
     รายละเอียดในการตั้งเป้าหมาย ในการอธิฐานจิตอย่างไร ?ให้สำเร็จ สัมฤทธิ์ผลนั้นอยู่ใน นิทานจ้าวหล้าฯ ซึ่งท่านจะยกตัวอย่างเหตุการณ์จริง ๆ  ในปัจจุบันมากล่าวเปรียบเทียบเป็นอุปมา-อุปมัยให้ฟัง    เข้าใจได้ง่าย ๆ ทำให้เรามีกำลังใจในการพาตัวเอง ให้รอดพ้นจากความยากจน มุมานะที่จะประสบความสำเร็จในทรัพย์สินเงินทอง ดำรงชีวิตอย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่ปล่อยให้ชีวิตล่องลอยไปอย่างไร้ค่าเหมือนกอสวะในน้ำ   ที่ไหลลอยไปอย่างไร้ทิศทาง...รอเวลาเน่าเปี่อยและเสื่อมสลาย.
........................................
(ออกตัวเล็กน้อย...ชานีเป็นคนพิมพ์บทความทั้งหมดด้วยตัวเองค่ะ...
จัดเอง โพสรูปทั้งหมดเอง ไม่มีใครตรวจทาน ก็เลยไม่สวยงามเท่าที่ควร
แบบมือสมัครเล่น...ถ้าพิมพ์ผิดบ้างถูกบ้างก็ถือเสียว่า...อ่านเอาเนื้อความ
แบบคุยกันฉันพี่-น้องก็แล้วกันนะคะ...)